1) เมื่อใช้เครื่องสำอางใหม่ ๆ แล้วเกิดผื่นขึ้น ต้องแยกให้ได้ก่อนว่า เป็นการระคายเคืองจากเครื่องสำอาง หรือเป็นการแพ้เครื่องสำอาง

2) ถ้าเป็นการระคายเคืองจากเครื่องสำอาง ผู้ใช้จะมีอาการคัน คันยิบ ๆ หรือปวดแสบปวดร้อน เป็นช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 10 นาที หลังทาเครื่องสำอาง

3) การระคายเคืองจากเครื่องสำอางส่วนใหญ่เกิดจากส่วนผสมในเครื่องสำอางที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือแอลกอฮอล์ คนที่ผิวแห้งจะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย

4) การแพ้เครื่องสำอางมักเกิดภายหลังการใช้เครื่องสำอางนั้นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ช่วงแรกอาจไม่มีอาการ แต่พอใช้ไปนาน ๆ ถึงมีผื่นขึ้น

5) ผื่นจากการแพ้เครื่องสำอางมีอาการหลายแบบ เป็นได้ตั้งแต่ ผื่นแดงคัน ตุ่มน้ำ ขุย ลมพิษ ผื่นดำ ผื่นขาว หรือเป็นสิว
6) เครื่องสำอางที่ถือว่ามีอัตราการแพ้สูง ได้แก่ น้ำยายืดผม ครีมทำให้ผิวขาว ครีมรักษาฝ้า น้ำยาหรือครีมขจัดขน
7) สารในเครื่องสำอางที่ทำให้เกิดการแพ้อันดับ 1 คือ น้ำหอม และอันดับ 2 คือ สารกันบูด
8) การระบุว่าผลิตภัณฑ์ใด “hypoallergic” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำให้เกิดการแพ้ เพราะปัจจุบัน อย. ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องทำการทดสอบอะไรบ้าง
9) ผลิตภัณฑ์หลายชนิดระบุว่า”แพทยผิวหนังรับรอง”หรือ”ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง” แต่สมาคมแพทย์ผิวหนังยืนยันว่าไม่เคยรับรองผลิตภัณฑ์ใดทั้งสิ้น
10) ถ้าสงสัยว่าแพ้เครื่องสำอางชนิดไหน ให้หยุดใช้ทันที
11) การทดสอบเครื่องสำอางด้วยตนเอง ทำโดยทาเครื่องสำอางที่สงสัยตรงท้องแขนตอนกลางคืน ทิ้งค้างคืน ทำซ้ำ 1สัปดาห์ ถ้ามีผื่นขึ้นแสดงว่าแพ้จริง
12) ถ้าทดสอบเองแล้วไม่ได้ข้อสรุป ให้พบแพทย์ผิวหนังทำการทดสอบ skin patch test ซึ่งจะตรวจได้อย่างละเอียดว่าแพ้สารชนิดใดบ้าง จะได้หลีกเลี่ยง
13) ถึงแม้ว่าจะเคยใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้มานานแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ไม่ได้ เพราะบางครั้งผู้ผลิตอาจมีการเปลี่ยนสูตรเล็กน้อย ทำให้แพ้ได้
14) ถ้าแพ้สารในเครื่องสำอางจริง ไม่มีทางรักษาให้หายแพ้ได้ ทางแก้มีวิธีเดียวคือหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้นั้นซะ จะได้ไม่เกิดผื่น
Source: @DrRungsima ‘s Twitter

 

View :5135