หลังจากฝากผลงานการเขียนบล็อกตอน >> เขียนบล็อกอย่างไรให้ได้เงิน [ตอนนที่1 ] << ไว้ให้ได้อ่านไปแล้วและได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก พินนี่เลยแวะมาปั่น ตอนที่ 2 ให้ได้อ่านกันค่ะ และขอโทษมากๆ ด้วยที่ต้องให้รอนานเป็นเดือนค่ะ พอดีงานยุ่งมากแล้วก็ติดกับป่วยเป็น H1N1 ต่อกันเลย มันก็เลยยาวนานเป็นพิเศษ

cover how to make money from blogging2
แต่ก็กลับมาทำหน้าที่แล้วนะ กลับมาเขียนให้ได้อ่านกันแล้วกับภาค 2 ค่ะ ซึ่งคิดว่าหลายๆ คนน่าจะกำลังรออ่านอยู่ค่ะ จริงๆ คิดเหมือนกันว่า จะเขียนดีมั้ย ตอนแรกว่าจะเขียนแค่ภาคแรกพอเพราะ ภาค 2 มันจะมาเกี่ยวข้องกับ บล็อกเกอร์ไทย หลายคนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะไปพูดจาพาดพิงใครแล้ว ใครจะไม่พอใจอะไรหรือเปล่า 555 แต่ที่สุดแล้วก็ตัดสินใจเขียนดีกว่าค่ะ เอาเป็นว่าเนื้อหาที่อยู่ในบล็อกนี้ หากพูดพาดพิงถึงบล็อกเกอร์คนใด ขอให้ทราบว่า Stat ที่พินนี่พูดถึง อาจจะไม่ใช่ตัวเลขจริงๆ ของเค้า แต่เป็นตัวเลขประมาณการเท่านั้น อาจไม่สามารถนำไปอ้างอิงเรื่องตัวเลขใดๆ ได้ค่ะ

อย่างที่เคยได้บอกไว้ในภาคแรก ค่ะว่า ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียของเรา ในวงการบล็อกเกอร์เนี่ยค่อนข้างต่างกันพอสมควรค่ะ ทั้งในเรื่องของ สไตล์ความชอบ ทั้งคนอ่านและคนเขียน ความทรงอิทธิพล (Influence) และในเีรื่้องของตัวเงิน ค่าจ้าง ซึ่งต่างประเทศเค้าไปไกลกว่าเรามาก บล็อกเกอร์ที่นั่นประหนึ่งดาราคนนึงก็ไม่ปาน สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทำงาน “บล็อกเกอร์” เป็นอาชีพหลัก แต่…. ต้องขอย้ำอีกรอบว่า บล็อกเกอร์ที่สามารถทำแบบนี้ได้ “ไม่ได้มีจำนวนเยอะมากเท่าที่คิดกัน” ค่ะ นี่คือสิ่งที่เหมือนกันกับของประเทศไทย คือ ประเทศไทยเอง “บล็อกเกอร์ที่เขียนงานแล้วได้เงิน” ณ ปัจจุบัน ยังถือว่าอยู่ในปริมาณที่น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มี และจำนวน”บล็อก” ที่มี (ในประเทศไทย ถ้านับรวม Bloggang, OKNation, Exteen และ บล็อกที่จด Domain เองแล้วใช้หลังบ้านเป็น WordPress รวมไปถึง Blog provider อื่นๆ รวมๆ กันแล้วจะอยู่ที่เลขหลัก 6 ตัว ซึ่งถือว่าเยอะ แต่ บล็อกที่ Active จริงๆ กลับมีเพียงเลข 4 -5หลักต้นๆ เท่านั้นเอง* )
*ข้อมูลตัวเลขคร่าวๆ จากบทความวิจัย “แนวทางการพัฒนาบล็อกเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ” ของพินนี่ตอนสมัยทำ IS ป.โท

สิ่งที่ต่างกันอีกอย่างที่พินนี่เคยได้บอกไว้ คือ ในเมืองนอกเช่น สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดเนเซีย ประเทศเพื่อนบ้านเรา บล็อกเกอร์ชื่อดังที่เราเห็น ส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น ดารา นักร้อง ดีเจ นักข่าว ฯลฯ ซึ่งบ้านเราไม่เป็นแบบนั้นค่ะ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า บล็อกเกอร์บ้านเราคืออะไร และเป็นยังไง

บล็อกเกอร์คืออะไร?

หลายคนอาจจะยังงงๆ และสับสนว่าจริงๆ บล็อกเกอร์? มันคืออะไร มันคือใคร? แล้วทำไม ฮิตจัง ใครๆ ก็อยากเป็น พินนี่ขออนุญาตบัญญัติคำแปลเองด้วยความเข้าใจของตัวเอง จากการที่ตัวเองก็เป็นบล็อกเกอร์เหมือนกันไว้ดังนี้ค่ะ

what is blogger

บล็อกเกอร์ = คนธรรมดา ที่มีความรัก ความชื่นชอบ ในการแบ่งปันสิ่งที่ตนเอง รู้ ชอบ ศึกษา ทำความเข้าใจ อยู่กับมันผ่านการ “เขียนบล็อก” (ซึ่งแต่เดิมมีที่มาจากการเขียนไดอารี่มาก่อน จนมาถึงยุคที่เป็นไดอารี่ออนไลน์ และกลายมาเป็น บล็อก ในที่สุด โดยบล็อกมีทั้งประเภทแบบเสียเงินและแบบฟรี Blog Provider เจ้าที่พวกเราเห็นจนชินตาและใช้กันมาก คือ Bloggang, Exteen, OKNation และ WordPress แบบฟรี ) จนกลายเป็น “ความถนัด” “เป็นกูรู” ที่มีคนตาม  คนชื่นชอบ หรือให้การยอมรับในความสามารถนั้นๆ ชื่นชอบในตัวตนของบล็อกเกอร์คนนั้นๆ จนในที่สุด บล็อกเกอร์เหล่านี้ก็จะถูกยกระดับจากแฟนๆ ของบล็อกเกอร์เองให้กลายเป็น ไอดอล เป็นคนที่แฟนคลับเชื่อถือ ไม่ว่าบล็อกเกอร์จะแนะนำ อะไรก็จะให้ความเชื่อมั่น อยากมี อยากใช้ตาม โดยอัตโนมัติ ซึ่งกว่าที่บล็อกเกอร์ หรือคนธรรมดาๆ คนนึงกว่าจะผ่านจุดที่จะสร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงศรัทธา สร้างความชื่นชอบได้ขนาดแบรนด์มาใช้เป็นสื่อกลางในการทำการตลาดออนไลน์ จนกระทั่งมาทำเป็นอาชีพ มีรายได้ได้… ต้องขอบอกตรงๆ ว่า “มันไม่ง่ายค่ะ” 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบล็อกเกอร์ในเมืองไทย

ใครที่เคยมีความคิดผิดๆ ความเชื่อผิดๆ ว่า
+ “บล็อกเกอร์ เป็นง่ายจะตาย ใครๆ ก็เป็นได้ “
+ “อะไรกันแค่เปิดบล็อกฟรีมาบล็อกนึง เขียนๆ อะไรไป รีวิวตามคนอื่น ก็เป็นบล็อกเกอร์เหมือนกันนั่นแหละ”
+ “อัพยูทูป ทำรีวิวก็เรียกบล็อกเกอร์แล้วมั้ง” 

+ “เปิดแค่ FANPAGE ใน FACEBOOK แล้วรีวิวนั่นนี่ก็พอ นั่นก็เรียกบล็อกเกอร์ได้เหมือนกัน”
+ “เป็นบล็อกเกอร์ดีจะตาย ได้แต่ของฟรีมาใช้”

+ หรือ “โอ้ย บล็อกเกอร์เหรอ งานสบายจะตาย วันๆ ไม่เห็นทำอะไร ออกงานๆๆๆ แต่งตัวสวยๆ ถ่ายรูป ๆ เดี๋ยวก็ได้เงินแล้ว”
ที่พูดมาทั้งหมดนั้น คุณเข้าใจอะไรผิดไปมหันต์ มากค่ะ ในวงการบล็อกเกอร์จริงๆ แล้ว ตัวบล็อกเกอร์เอง… ไม่้มีใครเลย “ที่มีความคิดแบบนี้” ดังนั้นหากคุณยังคงมีความคิดผิดๆ แบบนี้อยู่ พินนี่อยากบอกตรงนี้ว่า… “มาเข้าใจกันใหม่นะคะ” 

การเป็นบล็อกเกอร์ในประเทศไทย นอกจากจะไม่ง่ายธรรมดาๆ แล้ว ยิ่งเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนแล้วได้เงิน ยิ่งไม่ง่ายโคตรๆ ยิ่งกว่า เพราะในประเทศไทยต้องอ้างอิง “ตัวเลข” ค่อนข้างสูงค่ะ เนื่องจากเวลาที่เอเจนซี่หรือแบรนด์จะมาจ้าง บล็อกเกอร์ซักคนให้เขียนอะไรให้เนี่ย มันจำเป็นมากที่จะต้องมีตัวเลขชี้วัด ว่าผลที่ได้รับ หรือ ROI (Return On Investment) เป็นยังไงบ้าง เช่น คูณจำนวน Impression หรือ คูณกับจำนวน Viral ที่จะเกิดขึ้น (จำนวน eyeball หรือคนที่จะมองเห็นสารที่บล็อกเกอร์จะส่งออกไปมีจำนวนมากหรือน้อยยังไง) ดังนั้น คนที่จะมาจ้างเราเขาจะ  Concern กับตัวเลขเหล่านี้ค่ะ พวกยอดคน like page ยอดผู้เข้าชมบล็อกต่อวัน ยอดคนติดตา่ม ฯลฯ

  • UIP (Unique IP)
  • Pageviews
  • Followers
  • Likes

แน่นอนว่าพอมานั่งพิจารณาดูแล้ว เจ้าตัวเลขพวกนี้อยู่ๆ มันคงจะไม่ได้งอกออกมาเอง เพราะขนาดถั่วงอกปลูกบนสำลี มันยังต้องพรมน้ำเลย กรุงโรมไม่ได้สร้างได้ในวันเดียวฉันใด ยอดตัวเลขพวกนี้มันก็ไม่ได้อยู่ๆ ก็โผล่มาได้เองฉันนั้นเหมือนกันค่ะ ประการสำคัญที่ คุณจะกลายมาเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนบล็อกแล้วได้เงิน มีรายได้เลี้ยงตัวเองหรือมีรายได้พอไว้จับจ่ายใช้สอยของจุกจิกเล็กน้อยที่อยากได้เนี่ย คุณควรจะเรียนรู้ให้มั่นเลยคือ “การสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง” หรือที่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกโก้เก๋ กันว่า “Personal Branding” นั่นล่ะค่ะ พินนี่ไม่ได้กำลังสอนวิชาการตลาดแต่อย่างใดนะคะ แต่การสร้างแบรนด์ให้ตัวเองนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยได้เรียนวิชาการตลาดหรือการโฆษณาอะไรใดๆ มาเลย คุณ “ก็สามารถทำได้” ค่ะ

การสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง [ Personal Branding ]

หลายคนบอกว่า เห้ยยย สร้างแบรนด์ให้ตัวเอง ยากจะตายไป จะสร้างได้ยังไง ก็ชั้นเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนนึง หน้าตาก็ไม่ดี เขียนก็ไม่เก่ง พูดก็งั้นๆ โอ้ย อะไรเนี่ย จะเอาอะไรไปสร้าง ไม่ใช่พี่เบิร์ด หรือ นิชคุณที่มีต้นทุนดีมาตั้งแต่ต้น แต่…. หากคุณอยากเป็นบล็อกเกอร์ที่มีคนรู้จักแล้วล่ะก็ คุณ “ต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้” ค่ะ มัน คือ MUST หากคุณ WANT แต่ไม่ DO เพื่อให้มัน DONE ทุกอย่างจบ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยค่ะ พินนี่มีเคล็ดลับ ง่ายๆ ในการสร้าง แบรนด์ให้ตัวเอง มาฝาก ลองทำูดูนะคะ ไม่น่ายากจนเกินไป

what is personal branding

  • BE UNIQUE : อันนี้สำคัญมาก “คุณต้องแตกต่่าง” “โดดเด่น” และ “เป็นเอกลักษณ์” ค่ะ สังเกตสิคะ ว่าบล็อกเกอร์แต่ละคนเค้าจะมีจุดขายที่ไม่เหมือนกัน เช่นถึงแม้จะเป็นบล็อกเกอร์สาย บิ้วตี้เหมือนกันก็จริง แต่แต่ละคนเค้าก็มีความโดดเด่น ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ และเอกลักษณ์ที่คนจดจำเค้าได้ไม่เหมือนกันค่ะ เช่น พี่ปูเป้ Pupesosweet เป็น Beauty Blogger ที่มีความถนัดด้าน Skin Care โดยเฉพาะ เรื่องของส่วนผสมของ สกินแคร์ พี่เค้าจะเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ หรือ อย่าง พี่ส้ม Beauty by orangina คนจะจดจำพี่เค้าได้ ผ่านการดูแลรักษาผมยาวๆ สวยๆ หรือเรื่องของการเก่งเรื่องของการทำผม หรืออย่าง Sray Mhunoiii เองก็มีคนจดจำได้เยอะ เพราะจุดขายของทรายคือนอกจากจะแต่งหน้าเก่ง ทำผมเก่งแล้ว ทรายยังมีผลงานการรีวิวที่มีภาพถ่ายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ แต่ละงานทำออกมาคนเห็นแล้วก็รู้ว่าตั้งใจทำ หรืออย่าง น้องเอิ๊ก erk-erk เองก็มีคนรู้จักในเรื่องของการดูแลรักษาใบหน้าให้หายจากสิว หรือการล้างหน้าแบบแนวย้อนขน เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือ “หาจุดขาย” ให้ตัวเองค่ะ มันต้องมีซักอย่างแหละที่คุณรู้เยอะกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่นแบบที่คนอื่นเขาก็ไม่สามารถทำได้เหมือนคุณ ทำได้ดีกว่าคุณ งัดเอาอันนั้นออกมา เอามาเป็นจุดขายให้มันโดดเด่น เหมือนอาหารน่ะค่ะ ต่อให้ทำให้อร่อยแค่ไหน แต่การจัดวางในจานมันมาไม่สวย มันก็ไม่ชวนให้กินถูกไหม? ลองค้นหาดู คุณอาจจะรู้ในที่สุดก็ได้ว่า เห้ย ชั้น Unique เรื่องนี้! 
  • BE YOURSELF : อันนี้สำคัญไม่แพ้อันแรก .. เพราะถ้าคุณจะขายแบรนด์ตัวเอง แน่นอน คุณต้อง “มีความเป็นคุณ” ไม่ใช่เอาความเป็นใคร หรือคนอื่นใดมาขายแทน เพราะคนอ่าน อยากรู้จักตัวคุณ ไม่ใช่รู้จัก ณเดช ญาญ่า หรือเพื่อนบ้านคุณ ดังนั้นจงเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดค่ะ เพราะถ้าคุณจะมีแฟนคลับ แฟนคลับเค้าก็จะรัก ชื่นชมในแบบที่คุึณเป็นคุณ คุณไม่ต้องเสียเวลาไปเสแสร้งแกล้ง แอ๊บให้มันปวดหัวใจ เหนื่อยต่อมแอ๊บ ในเวลาต่อมาแน่นอน ยกตัวอย่าง Beauty Blogger คนนึงที่พินนี่รู้จัก ทราย feonalita เป็นที่รู้กันว่า ทรายเป็นบล็อกเกอร์ คนนึงในบรรดาอีกหลายคนที่เป็นคน “จริงใจ” “พูดจาตรงไปตรงมา” “ไม่อ้อมค้อม” และทรายเป็นแบบนี้ มาตั้งแต่ต้น แฟนคลับที่รัก ชื่นชม ทรายหลายคนก็ชอบที่ทรายเป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเวลาทรายมาแนะนำอะไร เราจะให้ความเชื่อถือทรายมากเป็นพิเศษ เพราะทรายจะไม่โกหกว่ามันดี แต่อะไรไม่ดีทรายจะบอกว่าไม่ดี ทรายจะบอกแบบตรงไปตรงมา และนี่ก็คือเหตุผลที่หลายคนชอบทราย พินนี่เองเป็นหนึ่งในนั้นที่เห็นทรายมาตั้งแต่สมัยแรกๆ สิ่งที่สัมผัสได้คือ ทรายเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย จริงใจ เมื่อก่อนเป็นยังไง สมัยนี้ก็ยังเป็นแบบเดิม 🙂
  • BE HONEST : สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ควรทำให้ได้เสมอคือ “ซื่อสัตย์” ซื่อสัตย์ในที่นี้ไม่ได้ให้ซื่อสัตย์ต่อคนอ่านเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่คุณควรจะซื่อสัตย์ กับตัวเองด้วยค่ะ เพราะหากเราไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอ่าน ไม่เพียงแต่คนอ่านจะหมดความศรัทธาความเชื่อถือในตัวเรา แบรนด์ตัวเราไม่เกิด เท่านั้น แต่คนจะจดจำเราในภาพที่เราไม่อยากให้จดจำแน่นอน ว่า “เราโกหก” อะไรที่ได้มาฟรี ก็บอกว่าซื้อมา เอ๊า เอาเข้าไป หรือบล็อกไหนเขียนได้เงิน ก็ไม่บอกคนอ่าน ดันไปบอกว่าซื้อมาเอง ฯลฯ เหตุผลอีกนานับประการนับไม่ถ้วน ที่ล้วนแต่จะสรรค์สร้างขึ้นมา ซึ่งมันไม่ช่วยให้คุณดูดีขึ้นเลย อย่าทำเลยค่ะ สมัยนี้บล็อกเกอร์ที่อยู่มานานๆ เค้าจะเขียนใส่ไว้หมดแล้วว่า Disclaimer อันไหนซื้อมารีวิวเอง หรืออันไหนแบรนด์ให้มา หรือ อันไหนเป็น Advertorial คนอ่านเดี๋ยวนี้เขาก็รับได้ค่ะ หากเราจะรีวิวแล้วได้รับค่าจ้าง (ถึงแม้จะรับไม่ได้ 100%แบบเมืองนอก แต่ผู้อ่านสมัยนี้ก็ไม่ต้องการให้บล็อกเกอร์มาหลอกลวงค่ะ ) เขียนไว้เถอะไม่ได้ลำบาก นอกจากนี้แล้วเวลาคนมาจ้างเราให้เขียนอะไร ก็อย่าเห็นแก่เงินท่าเดียว อะไรที่ไม่ใช่แนวทางเราจริงๆ เราทำแล้วไม่เหมาะไม่เข้ากัน หรือ แบรนด์จ้างให้เขียนอวยอย่างเดียวก็รู้จักปฏิเสธไปบ้าง ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอ่านค่ะ ดีที่สุด อย่าไปทำอะไรที่เราไม่อยากทำ ฝืนใจทำ หรือไม่ถนัดจะทำเลยค่ะ เพราะเราไม่น่าจะทำมันได้ดี
  • BE FRIENDLY : ถึงแม้ว่าผู้อ่านจะรู้จักเราผ่านตัวหนังสือบนบล็อกแต่เชื่อมั้ยคะ ว่าคนอ่านเขาก็คาดหวังเหมือนกันว่าเราจะเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องที่น่ารักของเขา ให้สมกับความชื่นชมที่เขาได้มี ได้มอบให้เรา บล็อกเกอร์เองมีหลายครั้งที่ต้องไปร่วมงานข้างนอก ซึ่งก็อาจจะได้มีโอกาสเจอแฟนๆ หรือ บรรดาคนในวงการ สิ่งที่ควรทำคือ ให้ความเคารพกับ คนที่อยู่มาก่อน แน่นอนว่า บล็อกเกอร์ยุคแรก ๆ เราก็ควรเคารพเขานะ ถ้าเขาอายุเยอะกว่าก็ควรไหว้ ถ้าอายุเท่ากันก็ทักทายหน่อย จะไหว้ด้วยก็ได้ ไม่เหนือบ่ากว่าแรง รู้จักสนิทๆ กันไว้ เวลามีงานก็พึ่งพากันได้ค่ะ หรือแม้แต่เจอแฟนคลับ ก็ควรน่ารัก แต่อย่าแอ๊บไม่ใช่ตัวเองก็พอ ห้ามหยิ่ง เวลาเจอแฟนๆ ก็ให้ทัก ให้คุยไป เขาเองเห็นเราเป็นไอดอลก็ต้องอยากเจอเราเป็นธรรมดา หรือณ ขณะนี้คุณยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก ยังไม่มีแฟนคลับ คุณยิ่งต้องทำตัวให้น่ารัก ให้คนอื่นรู้สึกได้ว่าคุณจริงใจ และไม่หยิ่งเกินกว่าจะทำความรู้จัก
  • BE SOCIAL GIRL /BOY : อันนี้ไม่ได้เสนอให้ไปเที่ยวผับ บาร์ที่ไหน แต่บอกว่า เวลามีงานอะไรก็ตาม ที่เป็นงานเกี่ยวกับ social network ที่มีคนมารวมตัวกันเยอะ ๆ หรือคุณเริ่มได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน event ต่างๆ เช่น งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ งาน Press หากคุณมีโอกาสก็ไปเถอะค่ะ พกนามบัตรไปด้วยค่ะ ไปทำความรู้จัก เปิดโอกาสให้ตัวเอง ให้คนอื่นได้รู้จักคุณบ้าง ว่าคุณทำอะไรเป็นใคร ทำอะไรได้บ้างเขียนบล็อกเกี่ยวกับอะไร หากคนอื่นรู้ว่าคุณพอจะทำอะไรได้บ้าง เป็นบล็อกเกอร์ด้านไหน หากคุณไปเจอกับแบรนด์หรือเอเจนซี่ใด เค้าอาจจะนึกถึงคุณขึ้นมาก็ได้ ตอนที่เค้าจะทำแคมเปญ เชื่อเถอะค่ะว่า การมี Connection มากๆ ได้รู้จักคนเยอะๆ มันทำให้ “โอกาสที่จะได้งาน” มีเพิ่มสูงขึ้นด้วยค่ะ
  • BE PATIENT : อดทนค่ะ คำเดียวที่อยากจะบอก.. การสร้างแบรนด์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ไม่ได้มาง่ายๆ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ชื่อเสียงที่คนจะมารู้จักเรามันก็ไม่ได้มาในวันเดียวเหมือนกันค่ะ มันต้องมาจาก “การสั่งสม” มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนสุดท้ายมันจะออกดอกออกผล จึงอยากจะบอกว่า ไม่มีบล็อกเกอร์คนไหน อยู่ๆ ก็มีคนรู้จักโดยที่ไม่อดทนทำอะไรเลย ส่วนใหญ่ผ่านอะไรมามากมาย ก่อนจะมาเป็นที่รู้จัก มีงานเยอะแยะแบบทุกวันนี้ที่เราเห็นกัน ขอบอกอีกทีว่า “มันต้องใช้เวลา” ค่ะ โดยเฉพาะ อาชีพ บล็อกเกอร์ในเมืองไทยยังไม่สามารถทำเป็นอาชีพ หลักเพื่อมีเงินมาหล่อเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนใหญ่บล็อกเกอร์ในเมืองไทยจึงมีสภาพเป็น Freelance และเขียนบล็อกจากเวลาว่างของตัวเองเท่าที่มี ดังนั้นเราเข้าใจท่านค่ะ ว่า จะให้ท่านมานั่งเขียน “สม่ำเสมอ” กะเกณฑ์ให้เป็นเวล่ำเวลาแบบที่ชาวบ้านคนอื่นๆ เขาทำกัน อาจจะทำไม่ได้ แต่ขอให้อดทนนะ แล้วมันจะผ่านไป ค่ะ ( แต่จริงๆ ถ้าชอบเขียน ยังไงจะเพลินค่ะ ถือเป็นการคลายเครียด เราจะไม่เครียดกับมัน จนถึงขนาดที่ต้องใช้คำว่า “อดทน” หรอก จริงๆ นะคะ)
  • BE LEARNER : หมั่นเป็นคนขยัน หาความรู้ และขยันเขียนค่ะ ไม่มีใครเก่งมาเแต่เกิด บล็อกเกอร์หลายคนที่เราเห็นเค้าเก่งกาจ รู้เรื่องนั้นนี่เยอะแยะเต็มไปหมด จนใครๆ ก็มอบความเป็นกูรู หรือผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ให้ ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดเหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มมาจากความชอบก่อนทั้งสิ้น ทั้งชอบคิด ชอบเขียน ชอบแต่งหน้า ชอบดูแลตัวเอง ชอบ เยอะแยะไปหมด แต่จากความชอบเนี่ยล่ะ ที่ทำให้คนเหล่านี้ ขยันหาความรู้ให้ตัวเองเสมอๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นคนที่รู้เรื่องนั้นๆ มากๆๆๆๆ อีกคนหนึ่งจนได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเนี่ยล่ะ ที่สำคัญต้องขยัน เขียนด้วยค่ะ เขียนให้สม่ำเสมอ พัฒนาทักษะไปเรื่อยๆ เขียนให้เป็นขั้นเป็นตอน อ่านง่ายๆ ดูสะดวก เขียนบ่อยๆ อัพบล็อกบ่อยๆ ไม่มีบล็อกเกอร์ดังๆ คนไหนที่ 1 ปี อัพบล็อกที ส่วนใหญ่จะมีความถี่เฉลี่ยที่ สัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อให้คนอ่าน หรือคนติดตามเรา ยังพอที่จะจดจำเราได้อยู่ ไม่ใช่เขียนหนเดียวแล้ว ทิ้งบล็อกเป็นป่าร้าง แล้วใครจะเข้ามาอ่านคะเนี่ย (จริงๆ พินนี่ก็ยุ่งๆ นะ มีหลายหนที่ดองบล็อกเหมือนกันนี่ก็ดองเป็น 100บล็อกแ้ล้ว แต่คงไม่ต้องเขียนอีกแล้วมั้ง เพราะไฟล์รูปมันหายไปกับ NOTEBOOK เครื่องเก่ากู้ก็ไม่ได้เลยไม่ต้องเขียนละ T T ) เพราะการที่จะเพิ่มยอมจำนวนคนเข้าชมบล็อก ได้เนี่ย มันก็แปรผกผันกับ จำนวนบล็อกที่เราเขียน และคุณภาพของเนื้อหาของบล็อกเราด้วยค่ะ
  • BE DIFFERENTIATE : หากคุณอยากเป็นที่จดจำและโดนจ้างงานบ่อยๆ ลองมองบล็อก Category อื่นที่ยังไม่มีคนเขียนแต่ มี Demand สูงดูมั้ยคะ ? Category พวกนี้คนจ้างมีเงินจะจ้างแต่คนเขียนกลับมีน้อยค่ะ หากคุณมีความสามารถด้านนั้นพอดีลองเขียน ลองศึกษาให้ถ่องแท้ดูค่ะ รับรองว่า คุณเป็นที่จดจำ และมีแบรนด์ที่ไม่เหมือนใครแน่นอน เช่น Real Estate , Financial , Sport , Automobile  พวกนี้ Demand สูงมากแต่หาบล็อกเกอร์ สายนี้แทบจะไม่มีเลย ลองฉีกแนวมั้ยคะ? เพราะคุณจะเป็นคนแรก คนเดียวที่ใครๆ จดจำได้ และต่างเรียกหาแน่นอน
  • BE PROFESSIONAL : ไม่ใช่แต่เฉพาะการเ็ป็นบล็อกเกอร์เท่านั้นนะคะ ที่ควรที่จะ ทำตัวให้เป็นมืออาชีพ แต่เราควร “เป็นมืออาชีพ” กับทุกๆ งานที่เราทำด้วย เพราะความเคารพในการทำตัวให้เป็นมืออาชีพ ในงานนี่เองที่จะทำให้ ปริมาณการแนะนำงานมาให้เรามีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นค่ะ เช่น เป็นบล็อกเกอร์ก็ควร ส่งงานตรงเวลา อย่าเลท ทำงานก็ทำให้เต็มความสามารถ ถ่ายรูปให้สวย ตั้งใจ ทำให้ดี ลงทุนกับอุปกรณ์บ้าง เช่น กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง หรือ gadget ที่ใช้รีวิว เพราะบางครั้ง content ที่ดี ต้องมาจากการที่เราต้องเสาะหา content นั้นเอง ซึ่ง content ที่ได้มานั้นบางทีมันใหม่เกินไปจนในเมืองไทยก็ไม่มี การเป็น First Mover , Early Adopter ก่อนคนอื่นบางทีก็จำเป็นค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ารีวิว ร้านอาหารเปิดใหม่ (ก็ต้องรีบไปกินก่อนใคร อันนี้ไม่ค่อยมีคนสปอนเซอร์ให้อยู่แล้ว) , รีวิว เครื่องสำอางใหม่ เมืองไทยยังไม่นำเข้ามา (บางทีก็ต้องซื้อ สอยผ่านเน็ตกันมาเอง ไม่ได้มีแบรนด์ไหนส่งให้ เห็นไหมว่าเราก็ไม่ได้อะไรมาฟรีๆ หรอกนะ) , รีวิว Gadget ใหม่ เช่น iPhone 6 มันยังไม่เข้าไทย แต่อยากเป็นคนแรกที่รีวิว ก็ต้องไปสั่งหิ้วมาจาก USA ก่อนชาวบ้าน (เห็นไหม Steve Jobs ไม่สปอนเซอร์ให้หรอก ลงทุนเอง จ่ายเองทั้งนั้น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้คุณภาพของงานออกมาดี ดูมืออาชีพ บล็อกเกอร์บางคน ถึงขนาดลงทุนซื้อ กล้องถ่ายรูปอย่างดี DSLR หรือบางที ลงทุนทำ Studio อัดวีดีโอแบบเป็น Home Studio เอง หรือบางคนลงทุนจ้างช่างภาพเลยเพื่อให้ภาพออกมาดูสวยงามเป็นพิเศษ ก็มี แต่ที่สำคัญเลยคือ ควรส่งงานตรงตาม timeline ที่ได้รับมาค่ะ

นี่เป็นเพียง ข้อเสนอแนะในการสร้างแบรนด์ให้ตัวคุณเอง หากคุณอยากจะเป็นบล็อกเกอร์ที่มีคนรู้จัก มีคนติดตาม และมีคนมาจ้างให้เขียนงานให้ค่ะ 🙂 หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะคะ ทีนี้มาถึงเรื่องตัวเงินดีกว่า จะมาตอบคำุถามให้หายข้องใจกันค่ะ

เขียนบล็อกได้เงินดีจริงหรือ?

ข้อนี้มีคนถามพินนี่บ่อยมาก และเชื่อว่าบล็อกเกอร์อีกหลายๆ คนก็น่าจะโดนคำถามแบบเดียวกันนี้เยอะพอสมควรเช่นกันค่ะ สิ่งที่อยากจะบอกให้เข้าใจตรงกันก่อน คือ “อย่าคิดว่าเขียนบล็อกแล้วต้องได้เงิน” ซึ่งอันนี้พินนี่คิดว่า บล็อกเกอร์หลายคนต้องอยากพูดประโยคแบบเดียวกันนี้ ค่ะ เพราะแทบทุกคน ไม่มีใครเริ่ีมมาจาก ความคิดที่ว่า “ฉันเขียนบล็อกเพราะฉันต้องการเงิน” ซักคนเดียว อันนี้พินนี่กล้ารับประกัน ดังนั้นให้ล้มเลิกความคิดนี้ไปได้เลยค่ะ แต่หากถามว่าถ้าคุณเดินขึ้นมาถึงจุดที่มันสามารถที่จะสร้างรายได้ให้คุณได้เนี่ย ถามว่า รายได้ดีมั้ย ขอตอบว่า “ดีพอใช้ไ้ด้เลย” พินนี่ไม่ขอกล่าวถึงจำนวนเงินว่าเท่าไหร่นะคะ เพราะปัจจุบันยังคงไม่มี Standard Price สำหรับค่าจ้าง เพราะบล็อกเกอร์แต่ละคน ตีมูลค่าผลงาน ค่าเหนื่อย ค่า Creative ฯลฯ ของตัวเองไม่เท่ากัน ดังนั้นพินนี่ลงลึกรายละเอียดส่วนนั้นไม่ได้ และถึงทราบก็ไม่สามารถที่จะเปิดเผยตัวเลขได้ค่ะ แต่ก็ให้ทราบเพียงว่า “รายได้ดีพอเลี้ยงตัวเองในฐานะ Freelanceได้ค่ะ ” 

ที่มาของรายได้หลัก จากการเขียนบล็อก ?

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องของรายได้หลักจากการเขียนบล็อกกันบ้างค่ะ หลายคนบอกว่า เห้ย เขียนบล็อก ลงทุนน้อยถึงแทบไม่ลงทุนเลย เห้ย เออ ถามว่ามันใช่มั้ยสำหรับคนใช้บล็อกฟรี เออ มันก็ใช่แหละ แต่อย่างพินนี่ที่จด โดเมน เอง และเช่า Host มันจะมีค่าใ้ช้จ่ายส่วนนี้ด้วย เราก็ไม่ได้ไม่มีลงทุนอะไรเลยค่ะ หรือ อย่างกล้องถ่ายภาพ จากเมื่อก่อนเป็น compact ธรรมดา ตอนนี้พินนี่ก็ซื้อ G12 มาเพราะอยากให้ภาพออกมาดูโปรขึ้น อันนี้เราก็ต้องลงทุนเหมือนกัน ไม่ใช่ทุกอย่างเราไม่มีต้นทุน เราได้มาฟรี ดังนั้นอยากให้นึกถึงตรงนี้ด้วยค่ะ ว่าพวกเราทุกคนล้วนมีต้นทุนสำหรับการเขียนบล็อกทั้งสิ้นค่ะ นี่ยังไม่นับรวมของบางอย่างที่ซื้อมาเองเพื่อเอามารีวิวด้วย อันนั้นก็ต้นทุนค่ะ

revenue come from

รายได้ทางตรง

มาถึงรายได้ รายได้ทางตรงจริงๆ เลยที่มาจากบล็อกมีอยู่หลายทางค่ะ

  • Banner : การติดแบนเนอร์เป็นรายเดือน รายไตรมาส ราย 6เดือน หรือเป็นปี ตามตำแหน่งที่เรากำหนด ตามราคา ซึ่งแปรผกผันกับยอดผู้เข้าชม นั้นก็ถือเป็นรายได้ทางตรงที่บล็อกเกอร์เองได้รับเพียวๆ เช่น แบรนด์ A มาขอติดแบนเนอร์บนบล็อกพินนี่ 6 เดือน โดยจ่าย x,xxx บาท เป็นต้น
  • Google Adsense : การติดโฆษณาจาก Google หรืออาจจะ Banner Ads ยี่ห้ออื่นก็ได้ค่ะ ติดเอาไว้ ใครคลิ๊กไปโดน หรือเปิดมาเจอ มันก็จะผูกกับบัญชีเรา พอมันได้เงินจำนวนหนึ่ง มันจะส่งเป็น cheque มาให้ที่บ้านเรา บางบล็อกคนเข้าเยอะมากกกกมากกกกกกกก ได้เดือนนึงเป็นเลข 5 หลักก็มีเห็นมาแล้ว แต่ของคนรอบข้างส่วนใหญ่ก็แค่หลักร้อย หลักพันนะ ติดขำๆ เป็นค่าขนม
  • Advertorial : เขียนบทความเชิงโฆษณา ค่ะ คือให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นอาจแทรกวิธีการใช้ อรรถประโยชน์ต่างๆ + โฆษณาเล็กน้อย อันนี้อาจจะได้รายได้ดีหน่อยค่ะ เพราะต้องใช้ทักษะค่อนข้างมากในการเขียน ไม่ว่าจะเป็น IT , Beauty หรืออะไรก็ตาม

รายได้ทางอ้อม

แน่นอนว่ามีได้เป็นตัวเงินแล้วก็อาจจะมีได้เป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งพินนี่ขอเรียกว่ารายได้ทางอ้อมค่ะ

  • ได้ตอบแทนเป็นสิ่งของ : อันนี้อาจจะได้เป็น Gift Set เล็กๆ น้อยๆ คือไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย แต่ตอบแทนให้ความเหนื่้อยเรา พอเป็นพิธี ซึ่งบางคนรับ บางคนก็ไม่รับ
  • ได้ทดลองของก่อนใคร : อันนี้ไม่ได้ได้ของไปเลย แต่จะได้ของมาทดลอง ทดสอบเฉยๆ แล้วต้องคืนแบรนด์ไป แบบนี้เรียกว่า Sponsored Content หรือ Sponsored Review (SR) มักใช้กันมากในวงการ IT BLOGGER คือให้ Gadget มาทดสอบก่อนคนอื่นๆ แต่จะไม่ได้เงิน ไม่ได้ของตอบแทน แต่มีบ้างที่แบรนด์ จัด Blogger Day เลี้ยงข้าวให้ แต่ก็ไม่บ่อย เพราะ คุณค่าของการได้เป็น “First Mover” ได้จับของก่อนใครมันเป็นมูลค่าที่ เว็บ IT ต้องการอยู่แล้ว เพราะเป็นสินค้า High Involvement ราคาค่อนข้างแพง ซื้อหาเอง ถ้าต้องซื้อเองแล้วมารีวิวทุกรุ่นไม่น่ามีข้าวกินแน่นอน ต้องไปกินแกลบค่ะ ดังนั้นถ้าคิดว่า IT BLOGGER ได้เงินรวย คิดใหม่นะคะ เราไม่ได้เงินค่ะ เราได้แต่ลองของก่อนคนอื่นเท่านั้นเอง
  • ได้เป็นวิทยากร : ใครที่เชี่ยวชาญด้านไหนมากๆ มักถูกเชิญไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ ด้วยค่ะ ซึ่งตีมูลค่าเป็น Portfolio ของเราได้ อาจจะไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่ได้ประวัติที่ดีและมีชื่อเสียงต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้
  • ได้ออกทีวี ลงนิตยสาร สัมภาษณ์รายการวิทยุ เป็นพรีเซนเตอร์ : อันนี้เป็นการต่อยอดเหมือนได้ Option เสริมมาจากการมีชื่อเสียงจากการเป็นบล็อกเกอร์มาก่อน แล้วถึงได้มาต่อยอดตรงนี้ได้ ที่เืมืองนอก นี่ บล็อกเกอร์บางคนได้เป็นดารานักร้อง มีรายการทีวีเป็นของตัวเองเลยนะคะ ในเมืองไทยที่เห็นๆ กันก็เห็นมีออกรายการฟรีทีวี เคเบิ้ลทีวีหลายคนเหมือนกัน ได้สัมภาษณ์ลงนิตยสารก็หลายคน และมีคนนึงได้ออกอัลบั้มเพลงด้วย : )
  • ได้เขียนหนังสือ : บล็อกเกอร์หลายคนได้มีหนังสือเป็นของตัวเองนะ ถึงแม้จะไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องบล็อกเกอร์ แต่ก็ถือว่ามีผลต่อยอดมาจากการได้เป็นบล็อกเกอร์ ยกตัวอย่างพินนี่เอง ก็ได้เขียน 2 เล่มแล้วค่ะ คือ Social.me เป็นหนังสือการตลาดออนไลน์เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ให้ตัวเอง นี่แหละ แล้วก็ Mind Trick หนังสืออ่านแล้ว Feel Good เกี่ยวกับเรื่องความรัก ค่ะ ส่วนล่าสุดที่เห็นคือ มี Food Bloggers 30 คนได้เขียนหนังสือแนะนำเกี่ยวกับร้านอาหารที่พวกเค้าชอบด้วยนะคะ รู้สึกจะเป็นของ Edt guide

ปัญหาของการทำอาชีพบล็อกเกอร์

ต้องบอกก่อนว่า มันไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยหรูนะ แต่มันมีด้านมืดด้วย ที่คนอื่นยังไม่ทราบและคิดว่าเราทำงานกันง่ายๆ ไม่เหนื่อย ไม่อะไรเลย แต่หารู้ไม่ว่า…. เหนื่อยโคตรฮะเห้ย!

we have problem

  • ได้เงินช้า : อันนี้ปัญหาโลกแตกระดับ AEC ของบล็อกเกอร์ทุกคนเวลารับงานค่ะ Credit Term บางทีนี่ล่อกันเป็นหลายเดือน จากหลายเดือนก็ขยับเป็นหลาย หลาย เดือน นี่คือสาเหตุว่าทำไมบล็อกเกอร์จึงยังไม่สามารถเป็นอาชีพหลักได้ในประเทศไทย เพราะเรื่องการจ่ายเงินช้าเนี่ยล่ะ มันทำให้บล็อกเกอร์ทำ Financial Plan ในการใช้เงินไม่ได้เลยว่าชั้นมีงานนี้มานะ พอถึงวันนี้ชั้นจะได้เงินนะ ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เลยยยยยยยยย มันมักจะเลทกว่า Credit Term ที่เราใส่ไว้ในใบ Quotation เสมอค่ะ แต่ที่เมืองนอกได้ข่าวว่าไม่เป็นนะปัญหานี้ เค้าเลยทำเป็นอาชีพหลักกันได้ล่ะมั้ง ของไทยทำไม่ได้ เพราะถ้าขืนมานั่งรอเงินแบบนี้ เงิบ ค่ะ กินแกลบแทนข้าวแน่ๆ 
  • ทำงานไม่เป็นเวลา : ส่วนใหญ่บล็อกเกอร์มีงานประจำทำกัน ดังนั้นเวลาที่พอจะว่างมาเขียนทำรีวิว ถ่ายรูปนั่นนี่คือเวลา หลังเลิกงานค่ะ ซึ่งบางทีเราทำไม่ทันกันนะ กว่าจะถ่ายรูป ย่อรูป ทำรูป เขียน วาง Storyboard Plot เรื่อง นั่นนี่นู่น ถ้ามีตัดวีดีโอด้วยนะ กว่าจะอัพโหลดวีดีโอ อีก ห่านนนนนนนนนนนนน รุ่งเช้าานู่นค่ะ ยังไม่เสร็จเลย – -‘ อนาถเป็ดมาก ตาโหล แพนด้า เหนื่อยมาก ยิ่ง deadline มาแบบง่วนๆ นะ โอยไม่อยากจะนึก
  • Event ชนเวลางาน : เป็นอะไรที่บล็อกเกอร์หลายคนที่มีงานประจำ เพลียจิตมาก เพราะ Event พวกนี้ชอบจัดชนกับเวลาวันธรรมดา ซึ่งเป็นเวลาทำงานและทำให้เราไปงานนั้นไม่ได้ หมดโอกาสจะได้เจอผู้ใด ถึงแม้จะอยากพบปะทำความรู้จักกับคนอื่นบ้าง แต่อุปสรรคนี้ ทำให้หมดโอกาสจะเจอผู้ใดผู้นั้นไปโดยปริยาย
  • จำกัดแต่ในประเทศไทย : เนื่องจากผู้อ่านบล็อกเป็นคนไทย ดังนั้นบล็อกเกอร์ไทยยังไม่ก้าวไกลไป AEC ได้แบบประเทศอื่น เนื่องจาก คนไทยไม่ชอบอ่านไม่ชอบฟังภาษาอังกฤษ บล็อกเกอร์ไทยเองก็ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการหรือภาษาที่ใช้พูดกันปกติ แบบประเทศอื่น ถ้าบล็อกเกอร์จะทำรีวิวสองภาษาเหมือนเพิ่มงานช้างไปอีกขั้นหนึ่ง ทำให้เหมือนตัดโอกาสจะโตที่เมืองนอกไปเหมือนกัน ในขณะที่บล็อกเกอร์ิสิงคโปร์ , มาเลเซีย , อินโดฯ เค้าจะรู้จักกันนะ เพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน

นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่หยิบยกมาให้ได้อ่านกันเท่านั้นค่ะ 🙂 พินนี่หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่อยากเขียนบล็อก แล้วได้เงิน แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอๆ นะคะ ว่า “อย่าคิดว่าจะมาเขียนบล็อกเพื่อให้ได้เงิน” แต่ให้คิดว่า “เราเขียนบล็อกเพราะเรามีความสุขที่จะได้แบ่งปัน” ได้ทำให้ชีวิตของคนอื่นเค้าดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจดีๆให้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ตัวเิงินหรือชื่อเสียงที่เราได้มาเพิ่มเติมทีหลังนั้น อาจเป็นแค่ “ผลพลอยได้” ที่อาจจะเป็นกำลังใจเล็กๆ ในการผลักดันให้เราสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนอ่านบทความเราต่อๆ ไป ค่ะ

สำหรับใครที่มีมุมมองหรือความเห็นที่ต่างออกไป สามารถมาแชร์กันได้นะคะ พินนี่เองก็ไม่ได้รอบรู้ทุกเรื่อง สิ่งที่เขียนเป็นเพีัยงบางส่วนที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวและจากการทำการศึกษาวิจัยตอนป.โท ทั้งการสัีมภาษณ์และสอบถามจากทั้งบล็อกเกอร์ไทยและ่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเนื้อหาอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดที่พินนี่ทราบก็ได้ค่ะ แชร์กันได้นะ จะได้รู้ไปพร้อมๆ กัน ค่ะ : ) บล็อกหน้าพินนี่จะเขียน บันได 15 ขั้นสำหรับการเป็นบล็อกเกอร์มืออาชีพ ให้ได้อ่านกันนะคะ

แวะไปเยี่ยมหรือ มีคำถามอะไรฝากไว้ ได้ที่ Facebook Page ของพินนี่นะคะ

fb page banner copy

 

LX_728x90_MAR2013

View :9618