1) รอยที่เกิดตามหลังสิวมี 3 ประเภท คือ รอยคล้ำ รอยแดง และรอยหลุม รอยคล้ำและรอยแดงรักษาง่ายกว่ารอยหลุม

2) รอยคล้ำที่เกิดจากสิว รักษาได้ด้วยการทายา เช่น AHA ยาไฮโดรควิโนน หรือกรดวิตะมิน เอ การช่วยให้จางไวขึ้นโดย

3) การทำ AHA ทรีทเม้นท์ ทำให้ผิวคล้ำผลัดตัวออกเร็วขึ้น เลเซอร์ได้ผลไม่ดีในการรักษารอยคล้ำจากสิว ในบางคนรอยคล้ำอาจเข้มขึ้นหลังเลเซอร์

4) การทำ IPL อาจทำให้รอยคล้ำจากสิวจางเร็วขึ้น แต่ต่องทำทุกเดือนติดต่อกัน 4-5 ครั้ง

5) รอยแดงจากสิว มักไม่จางหายเองหลังการรักษาสิว และไม่มียาทาตัวไหนช่วยได้ เลเซอร์เพาดาย์ (PDL) ได้ผลดีมากในการรักษารอยแดงจากสิว

6) แต่การใช้เลเซอร์เพาดาย์ (PDL) ในการรักษารอยแดงจากสิวต้องทำทุก 3-4 เดือนติดต่อกัน 4-5 ครั้ง ขอดีคือไม่มีแผลหลังทำ
7) รอยแดงที่เกิดตามหลังสิวมีสาเหตุมาจากการขยายตัวของเส้นเลือด การทายาไม่สามารถรักษาได้ เลเซอร์จะไปทำให้เส้นฝ่อตัว
8) รอยหลุมที่เกิดจากสิวเป็นรอยที่รักษายากที่สุด วิธีการรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความลึกของหลุม เช่น ทายา หยดกรด เลเซอร์
9) ยาทาได้ผลกับหลุมตื้นๆที่เพิ่งเริ่มเป็น ยาทาที่ได้ผลดีที่สุดคือยาพวดกรดวิตะมินเอ เช่น Retin-A ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนจึงจะเห็นผล

10) การรักษาแผลหลุมโดยการหยดกรด TCA เป็นวิธีที่ได้ผลกับหลุมตื้นๆ แต่ต้องระวังผลข้างเคียง เช่น รอยคล้ำ หรือกรดไหลไปถูกผิวส่วนอื่น

11) เลเซอร์ใช้ปรับสภาพผิวที่เป็นหลุมได้ดี และเกิดผลข้างเคียงน้อย อาจจ้องทำเลเซอร์ติดต่อกัน 4-5 ครั้งเพื่อให้เห็นผลชัดเจน

12) การปรับสภาพผิวด้วยเลเซอร์ใช้มานานเกือบ 20 ปี ปัจจุบันมีเลเซอร์หลายชนิดที่ใช้เพื่อรักษาแผลหลุม

 

Source : @Drworaphong ‘s Twitter

View :7085